ดาบิด ซิลบา นักเตะทรงคุณค่าแห่งทัพเรือใบสีฟ้า

นับตั้งแต่ย้ายจาก บาเลนเซีย ทีมดังในศึกลา ลีกา มาเล่นกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อปี 2010 ดาบิด ซิลบา เพลย์เมคเกอร์ชาวสเปน ก็กลายเป็นนักเตะคนสำคัญในทัพ “เรือใบสีฟ้า” จนถึงปัจจุบัน และในช่วงซัมเมอร์นี้ เขาเตรียมอำลาถิ่นเอติฮัด สเตเดี้ยม ในฐานะตำนานของสโมสร

ซิลบา ค้าแข้งกับ แมนฯ ซิตี้ เป็นเวลานานถึง 10 ปี ลงเล่นไปรวมทุกรายการมากถึง 433 เกม ซัดไป 77 ประตู พร้อมพาทีมประสบความสำเร็จมากมายด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 4 สมัย, เอฟเอ คัพ 2 สมัย และลีก คัพ 5 สมัย

ไมกาห์ ริชาร์ด อดีตกองหลังกัปตันทีม แมนฯ ซิตี้ เล่าถึง ซิลบา ว่า “ดาบิด ซิลบา เคยเช่าบ้านของผมและมันเป็นอย่างที่คุณคาดหวังเอาไว้เลย เขาดูแลมันอย่างดีเหมือนกับที่เขาดูแลลูกบอลในสนามเลย ผมเดาไว้แล้วว่า มันจะเป็นแบบนั้น”

“เขาเป็นเพื่อนที่ดีของผม และมันเป็นเรื่องน่ายินดีที่ได้ดูเขาเล่นกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในช่วง 2-3 ฤดูกาลที่ผ่านมา มันเป็นความสุขที่ได้เล่นเคียงข้างเขาในช่วงปีแรก ๆ ที่สโมสร ดาบิด เป็นผู้เล่นที่พิเศษ ดังนั้น มันเป็นเรื่องสนุกกับการได้ดูเขาในสนาม ผมรู้ว่าเขาเป็นที่รักของแฟน ๆ ซิตี้ และเป็นคนที่น่ายกย่อง”
“แต่ผมก็ยังไม่แน่ใจว่า เขาได้รับการยกย่องมากพอหรือยังกับสิ่งที่เขานำมาสู่วงการฟุตบอลอังกฤษนับตั้งแต่ปี 2010 ใช่ มีผู้เล่นคนอื่นที่มีช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่กว่า หรือทำประตูสำคัญได้มากกว่า ดาบิด ในช่วงทศวรรษที่เขาอยู่ที่ แมนเชสเตอร์ แต่มันก็เป็นเรื่องไร้สาระที่จะตัดสินความยอดเยี่ยมของเขาด้วยวิธีนี้ เพราะเขาทำหน้าที่ของตัวเองได้สุดยอดแล้ว”

“หากคุณต้องการให้ใครบางที่ตะโกนขอบอล และหาทางเจาะแนวรับคู่แข่งจากระยะ 40 หลา พร้อมกับมองหาตัวเลือกอื่นๆที่ได้เปรียบในแผงมิดฟิลด์ วิ่งหาโอกาสสร้างสรรรค์เกมรุกตลอดทั้งเกม และคอยเซ็ตจังหวะการเล่นของทีม ดาบิด คือคนๆนั้น”

“คนที่ดูเขาเป็นประจำ หรือเล่นกับเขาจะเข้าใจว่า ทำไมเขาถึงเป็นผู้เล่นที่ทำให้สิ่งที่พิเศษเกิดในเกมทั้งที่จังหวะนั้นแทบไม่มีอะไรเลย เขาทั้งผ่านบอล แอสซิสต์ และทำทุกๆอย่างเพื่อเปิดช่องแนวรับคู่แข่ง การผ่านบอลคิลเลอร์พาสมันเป็นอะไรที่ยากมากในสนาม”

 “มันไม่สำคัญเลยว่า ใครเป็นคู่แข่งที่คุณเผชิญหน้าด้วย เพราะ ดาบิด จะเล่นแบบนี้ในทุกเกม และไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ใดในสนาม เขาก็ไม่เคยกลัวที่จะลองทำมัน” อดีตแบ็คขวา “เรือใบสีฟ้า” กล่าว
ขณะเดียวกัน ริชาร์ดส์ ยังเล่าถึงความยอดเยี่ยมของ ซิลบา อีกว่า “ในช่วงที่ผมเป็นเพื่อนร่วมทีมของเขาในการแข่งขันจริง หรือในการฝึกซ้อม ระดับการเล่นของเขาดูเหมือนจะไม่เคยตกลงเลย แม้เพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆทำได้ดี แต่ ดาบิด ก็จะทำได้ดียิ่งกว่าคนอื่นๆไปอีก เขาเป็นนักฟุตบอลที่โชว์ฟอร์มดีได้อย่างต่อเนื่องทุกๆเกม ผมคิดว่า เขาเป็นผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ ซิตี้”

“เขาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกภายใต้การทำงานกับผู้จัดการทีม 3 คน คือ โรแบร์โต้ มันชินี่, มานูเอล เปเยกรินี่ และ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า และผู้จัดการทีมเหล่านั้นต่างก็สร้างทีมของพวกเขารอบตัว ดาบิด นั่นเป็นวิธีที่ดีสุดยอด และในวัย 34 ปี เขายังคงมีอิทธิพลต่อทีมเหมือนเช่นเคย”

“เมื่อผมนึกถึง ซิตี้ ว่า จะเล่นเกมรุกอย่างไร ผมมักจะเห็นภาพพวกเขาฉีกแนวรับคู่แข่งเป็นวิ่นๆด้วยการส่งบอลจากเท้าสู่เท้าที่รวดเร็ว และไหล่ลื่น ซึ่งมันเป็นเครื่องหมายการค้าของพวกเขาไปแล้ว ผมคิดว่า ซิตี้ ที่ไม่มี ดาบิด จะแปลกไปจากเดิมหลังจากเขาอำลาทีมเมื่อจบฤดูกาลนี้”

อดีตจอมทัพ บาเลนเซีย ได้รับฉายาว่า “Merlin” โดย ริชาร์ดส์ เล่าถึงที่มาว่า “ผมไม่รู้ว่าใครเริ่มเรียก ดาบิด แบบนั้น ผมรู้เพียงว่า โจลีออน เลสคอตต์ มักจะเป็นคนเรียกเขาอยู่บ่อยๆ และตอนนี้ก็ยังคงเรียกอยู่ แต่มันก็มีเหตุผลที่เรียกเขาแบบนั้น”

“ผมยังจำการฝึกซ้อมครั้งแรกของ ดาบิด ได้ ที่สนามฝึกซ้อมเก่าของ ซิตี้ ในช่วงฤดูร้อนปี 2010 เพราะมันเป็นเรื่องราวที่ดีนะ ผมรู้จักเขาบ้างเล็กน้อย เพราะเคยเห็นเขาเล่นให้กับทีมชาติสเปน เขาทำให้ทุกคนประหลาดใจ เทคนิคของเขาช่างสุดยอด ทุกคนได้แต่ร้อง ว้าว”

“ผมเคยได้เห็นผู้เล่นที่ดีมาถึงสโมสรด้วยจำนวนเงินมหาศาลของ ซิตี้ ในตอนนั้น แต่ก็ไม่มีใครโดดเด่นเหมือน ดาบิด อีกแล้ว คนอื่นยืนดูเขา และคิดเช่นเดียวกันกับผมว่า เราเซ็นสัญญากับเขามาได้อย่างไร ในทีมเรามี โรบินโญ่ ที่ชอบโชว์ทริค 2-3 อย่างเพื่อเลี้ยงบอลผ่านคุณ”

 “แต่ ดาบิด ก็เอาชนะคุณได้ด้วยการเล่น และการผ่านบอลที่ยอดเยี่ยมของเขา ใช่ เขาตัวเล็ก แต่นั่นไม่เคยหยุดเขาได้เลย เขาเป็นนักเตะในระดับที่แตกต่างจากคนอื่นที่เราเคยเห็นมาก่อน และผมรู้ทันทีว่า เขาจะเป็นหนึ่งในนักเตะดีที่สุดตลอดกาลของสโมสร”

แม้จะเป็นนักเตะที่เทคนิคสุดยอด แต่ในช่วงแรก ซิลบา ก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับแท็คติคใหม่ และสไตล์ฟุตบอลอังกฤษพอสมควร โดย ริชาร์ดส์ อธิบายว่า “ถ้าผมต้องเลือกความผิดพลาดของ ดาบิด ในช่วงแรก มันคงเป็นการที่เขาไม่คุ้นกับการวิ่งตลอดทั้งเกม”

“ดาบิด และ ยาย่า ตูเร่ ที่ถูกเซ็นสัญญามาก่อนเขา 2-3 สัปดาห์ ต่างไม่ชอบการวิ่งด้วยกันทั้งคู่ แต่พวกเขาทั้ง 2 คนยังคงเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดของเรา ดังนั้น มันไม่สำคัญเลย ในตอนนั้นเรามี แกเร็ธ แบร์รี่ และ ไนเจล เดอ ยอง ในแดนกลางเพื่อทำงานเป็นลูกหาบให้กับพวกเขา”

“คุณไม่สามารถบอกได้ว่า ดาบิด ขี้เกียจ เขาไม่ได้หยุดวิ่งเลย เขาคอยหาจังหวะเพิ่มมิติที่แตกต่างให้กับเกมของเขา เขาทำงานหนักมากในตอนนี้ ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่สามารถเล่นให้กับ เป๊ป ได้ และเขาก็มีความหลากหลายในตำแหน่งของตัวเอง ซึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้คนอาจไม่ได้สังเกตเห็นเกี่ยวกับเขา”

ถึงแม้จะมีตำแหน่งหลักคือ จอมทัพหมายเลข 10 แต่ความสมดุล และความยอดเยี่ยมของ ซิลบา นั้น ทำให้เขาสามารถเล่นได้ทุกตำแหน่งในแนวรุกไม่ว่าจะเป็น เพลย์เมคเกอร์, ตัวรุกริมเส้น หรือแม้แต่กองกลางตัวคุมจังหวะเกม

ริชาร์ดส์ กล่าวว่า“ดาบิด น่าจะเป็นที่รู้จักกันดีที่สุดในฐานะจอมทัพหมายเลข 10 ที่ยืนทำเกมอยู่หลังศูนย์หน้า แต่เขาก็เล่นทางด้านซ้าย และด้านขวา และกองกลางได้โดยที่มันไม่ได้สร้างปัญหาใดๆให้กับเขาเลย และมันก็เหมือนกับตอนนี้ เขาเล่นได้ทุกตำแหน่งบนสนาม แต่ความแตกต่างของ ดาบิด คือ เขามักจะส่งผลต่อเกมเสมอ”

“เกมที่ดีที่สุดของผมในตำแหน่งแบ็คขวาที่เล่นให้กับ ซิตี้ คือ เขายืนอยู่หน้าผม และแทงบอลทะลุช่องให้ผมวิ่งเติมเกมรุกตลอดทั้งเกมตามที่ผมชอบ เขามักจะตัดเข้าไปด้านใน และเปิดพื้นที่ว่างให้ผมขึ้นมาบุก พร้อมกับผ่านบอลที่สุดยอดให้กับผมด้วย”

“ผู้คนอาจลืมว่าเขามีส่วนร่วมในประตูที่สำคัญหลายๆลูกของเรายกตัวอย่าง ในรอบชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ เมื่อปี 2011 ซึ่งมันเป็นจุดเริ่มต้นในทุกๆอย่างของ ซิตี้ หรือ 2 ประตูแรกที่เขามีส่วนร่วมในเกมนัดสุดท้ายของฤดูกาล 2010-2011 กับ ควีนส์ ปาร์ค เรนเจอร์ส ที่เราชนะ 3-2 และคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ”

“แต่มันกลายเป็นผู้เล่นคนอื่น ๆ ที่ถูกพาดหัวข่าว แต่เขามีช่วงเวลามากมายที่อยู่ในความทรงจำของผม เช่น ฟอร์มของเขาในการพาเราบุกไปชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 6-1 ที่สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด ในเดือนตุลาคม 2011 ผมยังคงคิดว่า มันเป็นเกมที่ดีที่สุดสำหรับสโมสร”

“โชคดีที่ผมไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับเขาบ่อยเกินไป เมื่อเราอยู่ด้วยกันที่ ซิตี้ จริง ๆ แล้วผมเคยไล่อัดเขาตลอดทั้งเกมในการฝึกซ้อม และเขามักจะโกรธผม และถามว่าทำไมผมถึงทำอย่างนั้น ผมบอกเขาว่า ตำแหน่งของเขาในทีมนั้นปลอดภัย แต่ผมต้องฝึกซ้อมให้ดี ไม่อย่างนั้นผมจะไม่เล่นในสุดสัปดาห์ ผมจะพูดแซวเขาว่า ถ้าฉันจำเป็นต้องทุบนายฉันก็จะทำ”

“ในตอนท้ายเรามีข้อตกลงว่า เขาจะไม่มาใกล้ผม และมันไม่ใช่ปัญหาเลย มันกลายเป็นเรื่องตกของเราทั้งคู่ เขาเรียนรู้ตั้งแต่เนิ่น ๆแล้ว ว่า เขาต้องการปรับการเล่นของตัวเองเพื่อประสบความสำเร็จในพรีเมียร์ลีก และไม่ใช่เพียงเพราะวิธีที่ผมปฏิบัติต่อเขา เขาสามารถจัดการกับมันได้เมื่อเขาถูกคู่แข่งเตะ”

ซิลบา ได้รับการยกย่องจากหลายๆคนว่า เป็นผู้เล่นระดับคีย์แมนของ แมนฯ ซิตี้ แต่เขาก็ไม่เคยหลงระเริงกับคำเยินยอเหล่านั้นเลย โดย ริชาร์ดส์ เล่าว่า “ดาบิด เป็นคนที่อ่อนน้อมถ่อมตนเสมอมา เขาอาศัยอยู่ในใจกลางเมืองแมนเชสเตอร์ เพราะเขารักเมืองนี้มาก และเขามักออกเดินไปรอบ ๆ เมืองเหมือนคนธรรมดาทั่วไป เขาไม่เคยสนใจว่า ตัวเองเป็นดาวดังเพียงใด เขาไม่ได้ทำตัวแบบนั้นเลย”

“ผมออกไปทานอาหารค่ำกับเขาหลังจาก ซิตี้ แพ้ในเกมดาร์บี้ แมตช์ เมื่อเดือนธันวาคม ไนเจล เดอยอง จบงานสัมภาษณ์ทางทีวีก็มาพร้อมกับ โจ ฮาร์ท และ โจลีออน เราเจอกับ ดาบิด และได้คุยกัน เขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลยสักนิด เขายังคงดูเป็นคนง่ายๆสบายๆเหมือนเดิม”

“เขามักจะแจกลายเซ็นให้กับแฟน ๆ และพูดคุยกับพวกเขา ความสัมพันธ์ของเขากับ ซิตี้ นั้นลึกซึ้งกว่านั้น ผู้เล่นต่างชาติบางคนเข้ามา และเห็นได้ชัดว่า พวกเขามาเล่นฟุตบอล และรับเงินมากมายในเวลา 2-3 ปี โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากนักในการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับวัฒนธรรมของเมือง หรือประวัติศาสตร์ของสโมสร แต่ ดาบิด ไม่เคยเป็นอย่างนั้น”

นอกจากนี้ ริชาร์ดส์ ยังกล่าวถึงความเป็น แฟมิลี่แมน ของ ซิลบา ด้วยว่า “ผมรู้จักเขาดีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และผมรู้ว่ามันมีผลกระทบต่อเขามากแค่ไหนกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับลูกชายของเขา มาเตโอ เกิดเมื่อปี 2017 แต่ตอนนี้ทุกอย่างจบลงไปได้ด้วยดีแล้ว และแม้จะเคยมีปัญหาเรื่องลูก แต่เขายังคงเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ดีที่สุดในสนาม”

“เขามักจะเป็นคนที่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับครอบครัวของ เขาเคยพาครอบครัวจากหมู่เกาะคานารีมาอาศัยอยู่ในบ้านของผมด้วย และบางทีเขาก็จะพาครอบครัวไปที่สนามพร้อมกับผมด้วย เมื่อตอนที่เราเล่นด้วยกันทุกคนใน แมนฯ ซิตี้ รู้ดีว่า ครอบครัวคือโลกของเขา”

สุดท้าย ริชาร์ดส์ กล่าวถึงการอำลาของ ซิลบา ว่า “มันเป็นความน่าเศร้าใจเมื่อเขาต้องเล่นเกมสุดท้ายที่เอติฮัด สเตเดี้ยม ในสนามปิด และไม่ได้รับการอำลาจากแฟนบอลอย่างที่ควรจะเป็น แต่ผมแน่ใจว่าเขาจะกลับมาที่ แมนเชสเตอร์ เพื่อเล่นเทสติโมเนียลแมตช์ทันทีที่สถานการณ์เป็นปกติ”

“มันจะเหมาะสมกว่าสำหรับเขาที่จะกล่าวคำอำลาในวันที่เขาได้ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างให้กับสโมสรแห่งนี้ไปหมดแล้ว และแน่นอนเขาจะเติมเต็มความรู้สึกในสนามแห่งนี้ เพราะนั่นคือสิ่งที่เขารักมาก”

Leave a comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *